ในโชว์ Chanel คอลเลกชัน Fall/Winter 2026 ณ กรุงปารีส ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยผ้าทวีดและไข่มุกอันเป็นตำนาน ‘Jennie Kim’ ปรากฏตัวในลุคที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ด้วยชุดนิตแวร์แบบซีทรูตกแต่งด้วยลูกปัด แต่สิ่งที่ช่วยคอมพลีตลุตนี้ให้สมบูรณ์แบบคือการเลือกสไตลิ่งทรงผมแบบ Sleek Bun ที่เก็บเนี้ยบทุกดีเทล ซึ่งการเลือกทรงผมที่เก็บรวบตึงจนเห็นโครงหน้าชัดเจน นอกจากจะเป็นทรงผมมออกงานที่ไม่แย่งซีนเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้ว ยังช่วยขับเน้นงานผิวที่เปล่งประกายให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วย
หากคุณกำลังมองหาวิธีอัปลุคให้ดู “แพง” และ “โมเดิร์น” แบบเจนนี่ ไม่ว่าจะเป็นการไปออกงานหรือเปลี่ยนวันธรรมดาให้ดูชิคขึ้น นี่คือ 4 STEP การสไตลิ่งทรงผม Sleek Bun ด้วยตัวเอง ที่จะเปลี่ยนคุณให้ดูเป๊ะราวกับมีแฮร์สไตลิสต์ส่วนตัวมาทำที่บ้าน
4 STEP สไตลิ่งทรงผม Sleek Bun
- STEP 1 : แสกผม
เริ่มต้นด้วยการใช้หวีหางแหลมแบ่งผมเป็นแสกกลาง โดยลากเส้นตั้งแต่บริเวณหน้าผากไปจนถึงกลางศีรษะอย่างตรงและคมชัดที่สุด เพราะรอยแสกถือเป็นโครงสร้างหลักของทรง Sleek Bun ที่ช่วยกำหนดความเนี้ยบของลุคโดยรวม หากแสกผมได้ตรงและคม จะทำให้ทรงผมดูสมมาตรและดูมีความเป็นแฟชั่นมากขึ้นทันที เทคนิคคือควรใช้ปลายหวีค่อยๆ ลากเส้นทีละช่วงจากด้านหน้าไปด้านหลัง พร้อมใช้หวีซี่ถี่ช่วยจัดเส้นผมทั้งสองฝั่งให้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน
- STEP 2 : ลงผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม
ฉีดสเปรย์น้ำบางๆ บริเวณโคนผม หรือใช้แว็กซ์สำหรับจัดแต่งทรงผมในปริมาณเล็กน้อยลูบเบาๆ ที่โคนผม วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้เส้นผมเล็กน้อย ทำให้เส้นผมเกาะตัวกันดีขึ้นและจัดทรงได้ง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีผมชี้ฟูหรือผมเส้นเล็กที่มักหลุดออกจากทรงได้ง่าย การมีโปรดักต์บางๆ เคลือบอยู่ที่โคนผมจะช่วยให้แปรงสามารถปาดผมให้เรียบแนบไปกับหนังศีรษะได้อย่างลื่นไหล ลดการแตกตัวของเส้นผมระหว่างการรวบ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างฟินิชลุคที่ดูเงาและเป็นระเบียบมากขึ้น
- STEP 3 : รวบผม
เริ่มจากใช้แปรงขนหมูป่าค่อยๆ ปาดเส้นผมจากบริเวณด้านหน้า ด้านข้าง และช่วงกลางศีรษะให้เรียบไปในทิศทางเดียวกัน โดยแปรงชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยเก็บเส้นผมเล็กๆ ให้แนบสนิทกับหนังศีรษะได้ดี อีกทั้งยังช่วยกระจายความมันตามธรรมชาติของเส้นผม ทำให้พื้นผมดูเรียบลื่นและมีความเงางามมากขึ้น ระหว่างการแปรงควรใช้จังหวะที่นุ่มนวลแต่ต่อเนื่อง เพื่อให้เส้นผมเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบและไม่เกิดรอยปูดหรือคลื่นบนพื้นผม จากนั้นค่อยๆ รวบผมทั้งหมดเข้าหากันเพื่อทำเป็นหางม้า
เทคนิคสำคัญที่ช่างผมมืออาชีพมักใช้คือการเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยในขณะรวบผม วิธีนี้จะช่วยให้ผมบริเวณท้ายทอยถูกดึงให้ตึงและแนบไปกับศีรษะมากขึ้น ลดโอกาสที่ผมด้านหลังจะหย่อนหรือเกิดรอยพองเมื่อมัดเสร็จแล้ว นอกจากนี้ยังช่วยให้โครงทรงดูสะอาดและเนี้ยบยิ่งขึ้น
- STEP 4 : การทำมวยผม
หลังจากรวบผมเป็นหางม้าเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดรูปมวยผม ซึ่งเป็นช่วงที่กำหนดคาแรกเตอร์ของทรง Sleek Bun ว่าจะออกมาในลุคเรียบหรูหรือดูแฟชั่นโฉบเฉี่ยว โดยเริ่มจากการจับผมหางม้าให้ตึงพอดี จากนั้นค่อยๆ บิดเส้นผมให้เป็นเกลียวอย่างสม่ำเสมอ การบิดผมก่อนขดจะช่วยให้มวยผมมีโครงสร้างที่แน่นและดูเรียบร้อยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เส้นผมเรียงตัวสวย ไม่กระจายหลุดออกจากทรงง่าย เมื่อบิดผมจนได้เกลียวแล้วให้ขดผมวนรอบฐานยางรัดผมทีละรอบอย่างเป็นระเบียบ พร้อมใช้นิ้วจัดรูปทรงของมวยผมให้ดูสมดุล จากนั้นใช้กิ๊บดำเสียบยึดบริเวณโคนมวยผมเพื่อให้ทรงอยู่ตัวและไม่คลายระหว่างวัน
โดยปล่อยปลายผมบางส่วนให้ชี้ออกมาจากตัวมวยผมเล็กน้อย จากนั้นใช้แว็กซ์หรือโพเมดแตะบริเวณปลายผมแล้วบิดปลายผมให้เป็นเส้นแหลมเล็กๆ เพื่อสร้างเท็กซ์เจอร์ให้กับทรงผม เทคนิคนี้จะช่วยให้มวยผมดูมีมิติและไม่เรียบจนเกินไป
- STEP 5 : เก็บรายละเอียด
ขั้นตอนสุดท้ายของการทำทรง Sleek Bun คือการเก็บลูกผมและเส้นผมเล็กๆ ให้เรียบกริบที่สุด เพราะดีเทลเล็กๆ เหล่านี้เป็นตัวกำหนดว่าทรงผมจะดูเนี้ยบแบบมืออาชีพหรือดูหลวมไม่สมบูรณ์ เริ่มจากใช้ Hair Wax Stick หรือมาสคาร่าเก็บไรผมปาดเบาๆ บริเวณไรผมด้านหน้า ขมับ และช่วงกรอบหน้า เพื่อช่วยให้เส้นผมที่สั้นหรือชี้ฟูแนบไปกับศีรษะมากขึ้น
Cherry Boar-Bristle Brush (ราคา 549 บาท) จาก Haxon
1 / 4
Meta Rubber Wax Hard (ราคา 290 บาท) จาก Gatsby
2 / 4
Got2b Glued Blasting Freeze Spray (ราคา 319 บาท) จาก Schwarzkopf
3 / 4
Haircare Mascara (ราคา 240 บาท) จาก CEZANNE
4 / 4